1.การเกิดรากใหม่
เนื่องจากระหว่างที่ทำการย้ายปลูกรากพืชจะขาดเสียหาย ทำให้พืชตั้งตัวได้ช้า
พืชจะเจริญได้เป็นปกติเมื่อมีรากใหม่งอกขึ้นมาก พืชที่มีรากงอกขึ้นมาใหม่ได้ช้า
ได้แก่ ข้าวโพด ถั่ว และแตงโม เป็นต้น เพราะมีสารซูเบอริน (suberin) เคลือบอยู่ในระยะที่มีการงอกและยับยั้งการเกิดรากใหม่
จึงมีการชะงักการเจริญเติบโต ซึ่งต่างกับพืชบางชนิด เช่น กะหล่ำปลี มะเขือเทศ
ที่ย้ายปลูกได้ดีเพราะมีรากงอกขึ้นมาใหม่ได้ง่าย
สรุปคือว่าพืชใดที่งอกรากใหม่ได้ช้าควรปลูกด้วยเมล็ดโดยตรง
2.ระบบราก
สำหรับพืชบางชนิดโดยเฉพาะพวกพืชหัว
ที่ผลผลิตได้จากส่วนของรากแก้วที่ขยายตัวขึ้นเพื่อสะสมอาหาร เช่น ผักกาดหัว (chinese
radish) และแครอท (carrot) เป็นต้น
ซึ่งพืชพวกนี้จำเป็นต้องปลูกด้วยเมล็ดโดยตรง
เพราะถ้าปลูกโดยวิธีย้ายกล้าจะมีผลทำให้รากแก้วขาดเสียหาย
ทำให้การลงหัวผิดปกติหรือไม่ลงหัว
3.ขนาดของเมล็ด
เมล็ดพืชบางชนิดมีขนาดเล็กมาก เช่น ยาสูบ ซึ่งมีอาหารสะสม อยู่ในเมล็ดน้อย
ตลอดจนต้นกล้ามีขนาดเล็กมาก
ดังนั้นในช่วงที่เป็นต้นกล้าอ่อนถ้าสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมก็จะทำให้ต้นกล้าอ่อนแอต่อการถูกทำลายของโรคและแมลงได้ง่าย
พืชพวกนี้จึงนิยมปลูกโดยวิธีย้ายกล้า
เพราะต้องมีการดูแลรักษาอย่างดีในระยะที่เป็นต้นกล้า ต่างกับพืชที่มีเมล็ดขนาดใหญ่
เช่น ข้าวโพด ถั่ว
พืชพวกนี้มีอาหารสำรองในเมล็ดมากจึงใช้อาหารในการช่วยกระตุ้นในการงอกได้ดีกว่าต้นกล้าจึงแข็งแรงทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดีกว่าพืชพวกที่มีเมล็ดขนาดเล็ก
4.แรงงานและต้นทุน
เพราะการปลูกด้วยเมล็ดโดยตรงจะประหยัดแรงงานกว่า ส่วนการปลูกด้วยต้นกล้าต้องเสียค่าใช้จ่าย
ค่าแรงงานในการเตรียมแปลงเพาะกล้า การดูแลรักษาต้นกล้า การขนย้ายกล้า
และการปลูกต้นกล้า แต่ข้อเสียของการปลูกด้วยเมล็ดคือ
ใช้ปริมาณเมล็ดมากกว่าการปลูกโดยวิธีย้ายกล้าประมาณ 3-4 เท่า
ด้วยเหตุนี้การใช้เมล็ดพันธุ์ที่ดีมีราคาแพง ควรปลูกด้วยวิธีย้ายกล้าเพราะจะช่วยประหยัดเมล็ดพันธุ์ลงได้
แต่ต้องพิจารณาการเกิดรากใหม่ ระบบราก และขนาดเมล็ดประกอบด้วย
ขอขอบคุณ
ขอขอบคุณ



ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น