1. การหว่าน (broadcasting)
วิธีนี้เป็นวิธีที่เก่าแก่
ซึ่งปัจจุบันเกษตรกรใช้กับพืชบางชนิดซึ่งเมล็ดพันธุ์ราคาถูก
เพราะการปลูกโดยวิธีนี้จะสิ้นเปลืองเมล็ดพันธุ์มาก ตัวอย่างเช่น
ข้าวนาหว่านจะใช้เมล็ดในอัตราปลูก 1-2 ถังต่อไร่
หรือการปลูกข้าวฟ่างแบบหว่าน จะใช้เมล็ดอัตราปลูกประมาณ 3-4 กิโลกรัมต่อไร่
การปลูกด้วยวิธีนี้เกษตรกรจะต้องมีความชำนาญในการหว่าน
มิเช่นนั้นจะทำให้ต้นกล้าที่งอกขึ้นมาแน่นเกินไป จนทำให้ต้นพืชแคระแกรน
หรือทำให้โรคและแมลงเข้าทำลายได้ง่าย แต่ถึงกระนั้น
เกษตรกรก็พยายามแก้ไขโดยวิธีการถอนแยก (thinning) เพื่อจัดระยะปลูกให้เหมาะสมจึงจะได้ผล
2. การปลูกเป็นแถว (row
planting)
การปลูกโดยวิธีนี้มีการจัดระยะปลูกค่อนข้างแน่นอน
ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 2 วิธีด้วยกันคือ
·การโรยเป็นแถว
(drill planting) การปลูกแบบนี้มีการจัดระยะระหว่างแถวแน่นอน
แต่ระยะระหว่างต้นไม่แน่นอน เช่น การปลูกข้าวฟ่าง หรือพืชผักบางชนิด
การโรยเมล็ดในแถวถี่ห่างเท่าไรขึ้นกับอัตราปลูกที่ต้องการ
หลังจากต้นกล้างอกขึ้นมาแล้ว จึงทำการถอนแยกให้เหลือจำนวนต้นที่ต้องการ เช่น
การปลูกข้าวฟ่างโดยโดยเป็นแถวจะถอนแยกให้เหลือ 10 ต้นต่อแถวยาว
1 เมตร
·การหยอดเป็นหลุม
(hill planting) วิธีนี้จะมีการกำหนดระยะระหว่างต้นและระหว่างแถวแน่นอน
เช่น การปลูกข้าวโพด ถั่วเหลือง แตงโม เป็นต้น
แต่ทั้งนี้เมล็ดที่หยอดในแต่ละหลุมขึ้นอยู่กับอัตราปลูกที่ต้องการ
ซึ่งปกติจะเผื่อไว้กรณีที่เมล็ดมีเปอร์เซ็นต์ความงอกต่ำหรือสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม
และหลังจากต้นกล้างอกขึ้นมาแล้วจึงถอนแยกให้เหลือจำนวนต้นในแต่ละหลุมตามที่ต้องการ
ปัจจัยที่ต้องคำนึงในการปลูกด้วยเมล็ด
มีดังต่อไปนี้
1) ความลึกของการปลูก (depth
of planting)
2) การสัมผัสของเมล็ดกับดิน
(seed-soil contact)
3) อัตราปลูกและการกระจายตัวของต้นพืชที่เหมาะสม
(proper rate and distribution)
· เปอร์เซ็นต์ความงอกของเมล็ด
· ความสามารถในการแข่งขัน
· อิทธิพลของสภาพแวดล้อม
4) เวลาในการปลูก
2. การปลูกโดยวิธีย้ายกล้าปลูก
1. การเตรียมกล้า
การเตรียมกล้าเป็นขั้นตอนที่สำคัญเพราะเป็นการทำให้ต้นกล้าแข็งแรงเมื่อย้ายปลูกไปในแปลงปลูกและทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี
มีการเจริญเติบโตต่อไปได้อย่างรวดเร็ว การเตรียมกล้าจำเป็นต้องเพาะเมล็ดก่อน
ซึ่งมี 2 วิธีใหญ่ๆ คือ
· การเพาะกล้าในแปลงเพาะ
(seedbed method) เป็นการเพาะเมล็ดในแปลงเพาะที่เตรียมไว้อย่างดี
ซึ่งวิธีการเตรียมแปลงเพาะขึ้นอยู่กับชนิดของพืช
แต่ทั้งนี้แปลงที่เพาะกล้าควรจะมีความอุดมสมบูรณ์ของดินสูง ปราศจากเชื้อ
เมื่อเตรียมแปลงเพาะให้เรียบร้อยแล้วจึงนำเมล็ดมาหว่านหรือโรยเป็นแถว
จากนั้นจึงรดน้ำแล้วหาวัสดุมาคลุมหรือพลางแสง ถ้าต้นกล้าที่งอกขึ้นมาแน่นเกินไป
ควรทำการถอนแยกออกบ้าง
· การเพาะกล้าในกระบะ
(seedbox method) วิธีนี้ใช้กับพืชที่ไม่ทนทานต่อสภาพ
การถอนย้ายกล้าแบบล้างราก (bare root) วิธีนี้จะทำให้รากของต้นกล้าไม่กระทบกระเทือนเวลาย้ายลงปลูกในแปลงปลูก
2. การย้ายปลูกโดยขนย้ายกล้ามายังแปลงปลูก
สำหรับต้นกล้าที่ถอนจากแปลงเพาะพยายามอย่าให้ต้นกล้ากระทบกระเทือนมาก
จากนั้นนำกล้าลงปลูกตามหลุมที่ได้เตรียมไว้ในแถวปลูก
การปลูกเราจะใช้ช้อนปลูกขุดหลุมให้ลึกพอควร
แล้วนำต้นกล้าลงปลูกไม่ควรให้ต้นกล้าอยู่ลึกหรือตื้นเกินไป จากนั้นเอาดินกลบโคนต้นกล้า
ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางสอดไประหว่างโคนต้นกล้าแล้วกดดินที่โคนต้นกล้าให้แน่น
แล้วรดน้ำให้ชุ่มพอควร
ปกติการย้ายปลูกต้นกล้าควรทำในตอนเย็นเพื่อลดปัญหาแสงแดดจัดในเวลากลางวัน
และต้นกล้าจะตั้งตัวได้ในวันรุ่งขึ้น หากต้นกล้ายังเหี่ยวอยู่ควรหาวัสดุคลุมกันแสงแดดเพื่อช่วยให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วขึ้น
3. การปลูกพืชโดยใช้ส่วนเจริญของพืช
เป็นการปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์ซึ่งมีตาข้างอย่างน้อย 2-3 ตา อาจจะเป็นส่วนซึ่งตัดมาจากลำต้นโดยตรง (stem cutting) ซึ่งนิยมทำกับอ้อยและมันสำปะหลัง หรือท่อนพันธุ์ที่นำไปปักชำแล้ว (rooted
cutting)
การปลูกโดยใช้ท่อนพันธุ์นี้
ควรเตรียมดินโดยไถเปิดร่องให้ห่างกันประมาณ 1.50 เมตร
และให้ร่องลึกประมาณ 15-25 เซนติเมตร
จากนั้นนำท่อนพันธุ์ปลูกในร่องซึ่งห่างกันประมาณ 1-1.50 เมตร
การปลูกท่อน พันธุ์ในร่องควรกระทำดังนี้
1.
ถ้าหากดินแห้งหรือมีความชื้นในดินน้อย
ให้วางท่อนพันธุ์ขนานกับพื้นดิน และกลบดินเพียงเล็กน้อย
การวางท่อนพันธุ์เช่นนี้ก็เพื่อให้ท่อนพันธุ์มีโอกาสใช้ความชุ่มชื้นในดินมากที่สุด
2.
ถ้าดินมีความชุ่มชื้นปานกลาง ให้ปักท่อนพันธุ์ทำมุม 45 องศากับระดับพื้นดิน
3.
ถ้าหากดินมีความชุ่มชื้นสูงหรือดินเปรี้ยว ให้ปักท่อนพันธุ์ทำมุม 90
องศากับระดับพื้นดิน เพื่อป้องกันท่อนพันธุ์เน่า
ขอขอบคุณ
.jpg)

.jpg)

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น